.

โรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อสังคมไทย

โรงเรียนวิถีพุทธ..เพื่อสังคมไทย

"ประเด็นที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องหลักการและเหตุผลของการดำเนินการโรงเรียนวิถีพุทธ ความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน (บวร) ความเป็นมาของโรงเรียนวิถีพุทธ การเปรียบเทียบโรงเรียนวิถีพุทธกับโรงเรียนระบบปกติทั่วไป และประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกันคุณภาพโรงเรียนวิถีพุทธ"

รถไฟขบวนสุดท้าย...

ในประเด็นแรก การเกิดขึ้นของโรงเรียนวิถีพุทธเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิรูปการศึกษาในประเทศไทย การปฎิรูปการศึกษาของไทยเริ่มต้นจากแนวความคิดของนักการศึกษามานานแล้ว แต่การขับเคลื่อนยังไม่พร้อมกันถึงขนาดเป็นขบวนการทั้งประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ เป็นจุดขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งประเทศ คือกฎหมายเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนขบวนรถไฟปฎิรูปการศึกษาอยู่ในขณะนี้ ก่อนหน้านี้ คณะสงฆ์เคยตกรถไฟปฎิรูปการศึกษาในประเทศมาหลายขบวนแล้ว รถไฟขบวนที่ผ่านมาพอตกได้ แต่รถไฟขบวนนี้ไม่ควรตก เพราะเป็นขบวนใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ถ้าตกรถไฟขบวนนี้แล้วคณะสงฆ์คงหมดโอกาสที่พัฒนาการศึกษาพระพุทธศาสนาและการศึกษาสงฆ์ นี่เรียกว่า เป็นรถไฟขบวนสุดท้ายในการขับเคลื่อนการปฎิรูปการศึกษา ถ้าคณะสงฆ์พลาดโอกาสครั้งนี้แล้ว นอกจากจะตามฝ่ายบ้านเมืองและศาสนาอื่นไม่ทันในเรื่องการจัดการศึกษาแล้ว คณะสงฆ์ยังเสียโอกาสที่ดีในหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องที่เรากำลังพยายามเกาะขบวนรถไฟอยู่ในขณะนี้ นั่นคือเรื่องกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถาบันพระพุทธศาสนา ที่จะทำให้พระปริยัติธรรมแผนกธรรมและพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกำหนดให้นักธรรมชั้นเอกเป็นมัธยมศึกษาตอนต้นและเปรียญธรรม ๓ ประโยคเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเรื่องนี้ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวงและอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกำลังดำเนินการประสานงานอยู่ เพื่อให้สามเณรอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีสามารถเรียนนักธรรมและบาลีได้ โดยไม่ผิดกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่า ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างคณะสงฆ์ก็จะตกขบวนรถไฟในเรื่องปฎิรูปการศึกษาได้เหมือนกัน

ปฎิรูประบบบริหารการศึกษา

การที่กฎหมายกำหนดให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้มีการปฎิรูประบบ บริหารการศึกษา แนวคิดในการปฎิรูประบบราชการก็ดีปฎิรูประบบบริหารการศึกษาก็ดี มีคำที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ คำ คือ

๑. โปร่งใส (Transparency)
๒. การมีเจ้าภาพรับผิดชอบ (Accountability)
๓. การมีส่วนร่วม (Participation)

คำแรก ที่เราได้ยินบ่อยมากก็คือ "โปร่งใส" หมายถึงการบริหารที่สะอาด บริสุทธิ์ชนิดที่สามารถให้ทุกฝ่ายเข้ามาตรวจสอบได้ ถ้าหน่วยงานใดทำงาน แบบงุบงิบมีนอกมีใน แสดงว่าไม่โปร่งใสและไม่ต้องการให้ถูกตรวจสอบ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเน้นเรื่องการบริหารที่โปร่งใสโดยให้มีระบบตรวจสอบ โดยรัฐสภา มีกฎหมาย ป.ป.ช และกฎหมาย ป.ป.ง เป็นต้น มีระบบตรวจสอบมากมายที่ทำหน้าที่คานอำนาจกันและกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใสตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การที่วัดและชุมชนเข้าไปเป็นกรรมการโรงเรียนก็เท่ากับช่วยตรวจสอบดูแลให้การบริหารโรงเรียนมีความโปร่งใส

คำที่สองก็คือ "การมีเจ้าภาพรับผิดชอบ" หมายความว่างานราชการทุกอย่างต้องมีผู้รับผิดและรับชอบ ถ้างานนี้มีปัญหาล่าช้าขึ้นมา ใครรับผิดชอบ เช่น โรงเรียนวิถีพุทธตอนนี้อยู่ในความรับผิดชอบของใคร ในระดับกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีมอบให้อยู่ในความรับผิดชอบของคุณปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ผู้ช่วยฯกระทรวงศึกษาธิการ ท่านดูแลรับผิดชอบในระดับกระทรวง ทุกกระทรวงต้องมีเจ้าของเรื่องรับผิดชอบเช่นนี้ไล่เลียงลงไปตามลำดับ ถ้าเกิดปัญหาขึ้นต้องมีผู้รับผิดชอบมาแก้ไข ไม่มีการปัดความรับผิดชอบอีกต่อไป เช่น ถ้าความประพฤตของเด็กไม่ดี เราจะโทษใคร เมื่อก่อนนี้บ้านโทษวัดว่าไม่รู้จักสอนธรรม วัดก็โทษโรงเรียนว่าไม่รู้จักอบรมเด็ก โรงเรียนก็โทษบ้านว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนลูกของตน กลายเป็นงูกินหางหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ วันนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่โรงเรียนรับผิดชอบเรื่องความประพฤติของเด็กเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ บ้านและวัดต้องเข้ามามีส่วนร่วมดูแลความประพฤติของเด็กด้วย

นั่นจึงทำให้เกิด คำที่ ๓ ว่า "การมีส่วนร่วม" ในกระทรวงศึกษาฯเคยมีหลายกรมที่ดูแลเรื่องการศึกษาของเด็ก คือ สำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ กรมสามัญศึกษา กรมวิชาการ แต่ละกรมเป็นอิสระในตัวเองจึงมักไม่ร่วมกันทำงาน มักจะต่างคนต่างทำ เข้าทำนองว่า ปีใดมีนาคให้น้ำหลายตัว ปีนั้นน้ำจะน้อยเพราะนาคเกี่ยงกันให้น้ำ กฏหมายจึงยุบกรมเหล่านี้เข้าด้วยกันเรียกว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ร่วมกันรับผิดชอบการศึกษาของเด็ก แต่ก็เป็นไปได้อีกว่าหน่วยงานระดับกรมนี้จะไม่ประสานงานกับกรมอื่นๆ รัฐบาลจึงพยามรวมงานที่คล้ายกันมาไว้ด้วยกัน เรียกว่า กลุ่มภารกิจ (Cluster) มีรองปลัดกระทรวงมากำกับดูแลซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการประสานงานและการร่วมกันรับผิดชอบได้

บ้าน วัด โรงเรียน (บวร)

เพราะฉะนั้น เมื่อมีปัญหาเรื่องศีลธรรมในเด็กและเยาวชนเกิดขึ้น ความรับผิดชอบจะตกอยู่ทีใคร คำตอบก็คือ ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในปัญหานี้ ถ้าบ้าน วัด หรือโรงเรียนไม่ร่วมมือกัน ปัญหานี้แก้ไม่ได้ การที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาศีลธรรมในเด็กและเยาวชน โดยที่โรงเรียนเป็นเจ้าภาพหลัก มีวัดและบ้านหรือชุมชนเป็นเจ้าภาพร่วม.. สมัยก่อน เรามองการพัฒนาเด็กเหมือนกระบวนการผลิตรถยนต์ในโรงงานนั่นคือ ในการผลิตรถยนต์สักคันหนึ่ง ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะถูกวางรออยู่ตามจุดต่างๆ โดยที่ชิ้นส่วนแรกจะถูกวางบนสานพานการผลิต สายพานนั้นก็จะลำเลียงไปประกอบเข้ากับชิ้นส่วนอื่นๆตามจุดนั้นๆ ในระหว่างทาง เช่น ใส่ตัวถังที่จุดหนึ่ง พอถึงจุดสุดท้ายก็ได้รถยนต์หนึ่งคันออกมาจากสายพานการผลิต ในอดีตที่ผ่านมา เรามองการพัฒนาเด็กเหมือนการผลิตรถยนต์ เด็กได้รับการเลี้ยงดูทางกายที่บ้านจนโตพอที่จะเข้าโรงเรียน จากนั้นเด็กถูกส่งลำเลียงไปเรียนที่โรงเรียน เสร้จแล้วก็ถูกส่งลำเลียงต่อไปที่วัดเพื่อให้อบรมบ่มนิสัย ในที่สุดก็ได้ผลผลิตออกมาเป็นคนที่มีทั้งความรู้ดีและความประพฤติดี นั่นเป้นเรื่องในอดีต ปัญหาทุกวันนี้ก็คือ เด็กออกจากบ้านแล้วไปไม่ถึงโรงเรียน ไปหลงติดอยู่ตามสถานบันเทิงหรือห้างสรรพสินค้า เรื่องที่เด็กจะเลยไปเข้าวัดนั้นไม่ต้องพูดถึง ปัญหาการอบรมศีลธรรมให้เด็กและเยาวชนมาจากสาเหตุต่อไปนี้

๑. บ้าน วัด และโรงเรียน แยกกันทำหน้าที่ พ่อแม่ที่บ้านให้เงินแก่เด็กเพื่อเลี้ยงดูทางร่างกาย ไม่มีหน้าที่สอนหนังสือหรืออบรมทางจิตใจ โรงเรียนก็ทำหน้าที่เดียวคือสอนวิชาการไม่มีหน้าที่อบรมศีลธรรม วัดก็อบรมศีลธรรมอย่างเดียวไม่รับภาระอื่นๆ

๒. ไม่มีการประสานกันระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน นั่นคือ เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไม่อบรมศีลธรรมแก่เด็กก็ไม่มีการพาเด็กไปวัด เมื่อโรงเรียนไม่อบรมศีลธรรมแก่เด็ก ก็ไม่มีการพาเด็กไปวัดหรือไม่นิมนต์พระสงฆ์มาสอนในโรงเรียน

๓. เมื่อทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองหรือโรงเรียนพาเด็กไปวัด พระสงฆ์ไม่ทำหน้าที่อบรมศีลธรรมแก่เด็ก หรือเมื่อโรงเรียนนิมนต์พระสงฆ์ไปสอนที่โรงเรียน ก็มีพระสงฆ์ไม่เพียงพอที่จะทำหน้าที่

การดำเนินการโรงเรียนวิถีพุทธมุ่งแก้ปัญหาทั้ง ๓ประการ คือ

๑. เด็กเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เราต้องไม่พัฒนาเด็กแบบแยกส่วนโรงเรียนต้องพัฒนาเด็กให้รอบด้านทั้งทางกาย ทางสังคม ทางจิตใจและทางปัญญา นั่นคือ โรงเรียนไม่เพียงแต่สอนหนังสือ แต่อบรมศีลธรรมให้แก่เด็กอย่างจริงจัง ไม่ต้องรอให้เด็กไปวัดแล้วค่อยอบรมศีลธรรมที่นั่น แท้ที่จริง โรงเรียนวิถีพุทธต้องพยายามยกวัดมาไว้ที่โรงเรียน คือโรงเรียนเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการและเบ้าหลอมทางศีลธรรมไปพร้อมๆกัน ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า "บริการ ณ.จุดเดียว" (One-stop service) ซึ่งหมายความว่า เมื่อลูกค้าเข้าร้านมาซื้อสินค้า บางร้านมีสินค้าทุกอย่างไว้บริการ แถมยังจะจ่ายค่าไฟฟ้าค่าประปาและค่าโทรศัพท์ได้ด้วย ติดต่อพนักงานคนเดียวได้รับบริการครบทุกอย่าง โรงเรียนวิถีพุทธก็เหมือนร้านค้าประเภทนั้น คือนอกจากจะสอนวิชาการทั่วไปแล้วยังรับภาระในการจัดอบรมศีลธรรมให้เด็กเป็นคนดีอีกด้วย คือสอนให้เด็กเป็นคนที่ทั้งเก่งทั้งดีและมีความสุข นี่เรียกว่า บริการ ณ.จุดเดียว

๒. เพื่อจะทำหน้าที่บริการ ณ จุดเดียวได้ โรงเรียนต้องได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่ผู้ปกครองและจากพระสงฆ์ในวัด โรงเรียนทำข้อตกลงกับวัดว่าจะพาเด็กไปเรียนกับพระสงฆ์ที่วัดหรือนิมนต์พระสงฆ์มาสอนในโรงเรียน

๓. องค์ประกอบสำคัญของโรงเรียนวิถีพุทธ ก็คือวัดคณะสงฆ์ต้องมีความพร้อมในเรื่องนี้ทั้งด้านนโยบายที่ชัดเจนและการพัฒนาความรู้ความสามารถของพระสงฆ์

ความเป็นมาของโรงเรียนวิถีพุทธ

ที่กล่าวมานั้น เป็นหลักการและเหตุผลในการจัดทำโรงเรียนวิถีพุทธ ต่อไปนี้จะขอพูดถึงวัตถุประสงค์ของโรงเรียนวิถีพุทธ และเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้จะขอเล่าถึงความเป็นมาของโรงเรียนวิถีพุทธก่อน สืบเนื่องจาก มหาเถรสมาคมได้มีมตืเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๔ มอบหมายให้พระธรรมวรเมธี เลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง และพระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวืทยาลัยเป็นผู้แทนไปพิจารณาสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งกำลังจะประกาศใช้ในขณะนั้น ผลการเจรจากับกรมวิชาการในสมัยนั้น ปรากฎว่ากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมที่จะประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียบร้อยแล้ว ในที่สุด กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ในหลักสูตรนี้มีเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาพระพุทธศาสนาเพียงไม่กี่บรรทัดดังต่อไปนี้

"มาตรฐาน ส.๑.๑ เข้าใจประวัติ ความสำคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและสามารถนำหลักธรรมของศาสนามาเป็นหลักปฎิบัติในการอยู่ร่วมกัน

มาตรฐาน ส.๑.๒ ยึดมั่นในศีลธรรม การกระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม และศรัทธาในพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ

มาตรฐาน ส.๑.๓ ประพฤติปฎิบัติตนตามหลักธรรม และศาสนพิธีของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ค่านิยมที่ดีงามและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข"

เพื่อช่วยให้ โรงเรียนทั่วประเทศมีรายละเอียดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาเป็นแบบเดียวกัน โดยไม่มีการบิดเบือนหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำรายละเอียดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อจัดทำรายละเอียด สาระการเรียนรู้แกนกลางพระพุทธศาสนาสำหรับโรงเรียนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการจึงมีคำสั่งแต่งตั่งคณะกรรมการดังกล่าวมีพระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) เป็นประธาน มีกรรมการ ๖๓ รูป /คน เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๕คณะกรรมการชุดนี้จัดทำรายละเอียดสาระการเรียนรู้แกนกลางพระพุทธศาสนาและจัดพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง "การจัดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔" สำเร็จเรียบร้อยทันเสนอในที่ประชุมเรื่อง "หลักสูตรใหม่เด็กไทยพัฒนา - หัวใจปฎิรูปการศึกษา" ซึ่งมี พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จัดที่สถาบันราชภัฎสวนดุสิต เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๕ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) ในฐานะประธานกรรมการจัดทำรายละเอียดสาระการเรียนรู้เป็นผู้รายงานรายละเอียดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องนี้นานพอสมควร ผลจากการประชุมชี้แจงครั้งนี้พอสรุปได้ ๓ ประการ ดังนี้

๑. นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อรายละเอียดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา และชื่นชมผังมโนทัศน์ของสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา พร้อมกับเสนอแนะให้สาระการเรียนรู้อื่นทำผังมโนทัศน์เช่นเดียวกับสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา

๒. นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้สาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา มี ๑ หน่วยกิต (ในระดับมัธยมศึกษา คำว่า ๑ หน่วยกิต มีค่าเท่ากับ ๒ ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

๓. ให้มีโรงเรียนวิถีพุทธนำร่องจังหวัดละ ๒ โรงเรียน ในปี ๒๕๔๖

เหตุที่ทำให้ มีการพูดถึงโรงเรียนวิถีพุทธก็เพราะว่านายกรัฐมนตรีได้ถามความเห็นของที่ประชุมว่ารายละเอียดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร ผู้เข้าประชุมได้อภิปรายสนับสนุนรายละเอียดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาตามที่นำเสนอนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัยเสนอแนะว่า การสอนวิชาพระพุทธศาสนาให้ได้ผลจะต้องนำไปบูรณาการเข้ากับชีวิตจริงเพื่ออบรมคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็ก ที่สำคัญคือต้องนิมนต์พระสงฆ์มาช่วยสอนในโรงเรียน เหมือนกับโรงเรียนที่จัดโดยบางศาสนาก็ไม่สอนเฉพาะเรื่องวิชาการ แต่เน้นเรื่องกิริยามรรยาทและอบรมคุณธรรมจริยธรรมด้วย โรงเรียนเหล่านั้นประสบความสำเร็จในการอบรมคุณธรรมจริยธรรม เพราะมีบาทหลวงและแม่ชีทั้งหลายมาเป็นแบบอย่างอบรมดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงควรมีโรงเรียนที่สอนเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา โดยนิมนต์พระสงฆ์มาสอนในโรงเรียนเพื่อให้เป็นแบบอย่างทางศีลธรรมแก่เด็กและเยาวชนด้วยการ สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น ในเบื้องต้น มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ ๑ ปี ๒๕๔๖ จำนวน ๘๙ โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการจัดประชุมปฐมนิเทศโรงเรียนวิถีพุทธรุ่นที่ ๑ ณ พุทธมณฑล เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นประธานเปิดการประชุม พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) เป็นวิทยากรบรรยายนำ จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดรับสมัครโรงเรียนเข้าร่วมในโครงการเรื่อยมา จนถึงวันนี้ (๕ ธันวาคม ๒๕๔๗) มีโรงเรียนวิถีพุทธทั่วประเทศกว่า ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน

มหาเถรสมาคมสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๖ มีการประชุมเจ้าคณะภาคและรองเจ้าคณะภาค ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายพร้อมผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ มีสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นประธาน ดร.สิริกร มณีรินทร์ ได้กล่าวขอความอนุเคราะห์พระสังฆาธิการให้การสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางในการอบรมพระสงฆ์และคฤหัสถ์ผู้สอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียน โดยมีเจ้าคณะภาคทุกภาคเป็นเจ้าภาพหลัก มีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นผู้ประสานงาน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมเรื่องการจัดอบรมครูสอนพระพุทธศาสนา ซึ่งมหาเถรสมาคมได้มีมติไปก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๖ ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ๒๕๔๖ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมกับเจ้าคณะภาคทุกภาค และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยดำเนินการจัดอบรมพระสงฆ์ที่สอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนจำนวน ๔,๒๙๗ รูป และครูคฤหัสถ์ที่สอนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนอีกจำนวน ๒,๐๕๐ คน หลักสูตรนี้ใช้เวลาอบรม ๕ วัน โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ ทำให้คณะสงฆ์มีโอกาสดีมากเพราะทางฝ่ายบ้านเมืองได้เปิดโอกาสให้เข้าไปสอนและอุปถัมภ์โรงเรียนวิถีพุทธ เพราะถ้าโรงเรียนวิถีพุทธประสบความสำเร็จโดยมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นและไม่ได้ทำกันชั่วคราวแบบไฟไหม้ฟาง เด็กและเยาวชนไทยก็จะเข้าถึงพระพุทธศาสนาเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี เมื่อมองในมุมนี้กิจการของโรงเรียนวิถีพุทธก็จะเป็นช่องทางที่สำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้เตือนคณะสงฆ์ในที่ประชุมหลายครั้งว่า โรงเรียนวิถีพุทธเปิดโอกาสอย่างดียิ่งให้พระสงฆ์ได้พิสูจน์ฝีมือในการอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่เด็กและเยาวชน สมัยก่อนพระสงฆ์ต้องไปขอสอนเด็กและเยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ แต่เมื่อถึงวันนี้ โรงเรียนมานิมนต์ถึงวัดเพื่อให้พระสงฆ์ไปช่วยสอนโรงเรียนวิถีพุทธ พระสงฆ์ต้องตื่นตัวและเตรียมพร้อมเพื่อช่วยให้โรงเรียนวิถีพุทธประสบความสำเร็จ ถ้าพระสงฆ์ไม่แสดงฝีมือในครั้งนี้ก็เท่ากับตกรถไฟขบวนสำคัญทีเดียว

ดังนั้น ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ สมเด็จพระพุฒาจารย์ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคมได้เสนอที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณาให้การสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ มหาเถรสมาคมพิจารณาแล้วมีมติให้เจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ มติมหาเถรสมาคมนี้อธิบายลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธไว้ชัดเจนน่าสนใจ จึงขอคัดมาให้อ่านดังต่อไปนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ปรารภว่า " กระทรวงศึกษาธิการได้มีโครงการโรงเรียนวิถีพุทธซึ่งหมายถึงโรงเรียนระบบปกติทั่วไป แต่เน้นการนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการ ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาชีวิตโดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม แสวงหาปัญญาและมีเมตตาเป็นฐานการดำเนินชีวิต โรงเรียนวิถีพุทธจึงเป็นโรงเรียนที่นำวิถีวัฒนธรรมของชาวไทยส่วนใหญ่แต่เดิมมา ที่มุ่งเน้นให้ผู้ศึกษาเข้าใจชีวิตแท้จริงและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยอาศัยระบบการศึกษาตามหลักพุทธธรรม ๓ ประการ คือ ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา มาใช้ในการฝึกอบรมให้ครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้าน สู่การพัฒนาที่สมบูรณ์ได้ หากเจ้าคณะพระสังฆาธิการให้การสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธในด้านต่างๆเช่น ด้านวิชาการ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ และให้ความร่วมมือจัดกิจกรรมของโรงเรียน เป็นต้น ก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ บ้านเมือง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตโดยส่วนรวมของประชาชน

ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบให้เจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแจ้งเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาคและรองเจ้าคณะภาคเพื่อทราบ แจ้งเจ้าคณะจังหวัดเพื่อแจ้งวัดในเขตปกครองให้การส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธดังกล่าวตามความเหมาะสม "